75% ผู้ป่วยพาร์กินสันชอบละเมอ ไร้คนดูแล อาจตายได้

พบผู้ป่วยพาร์กินสันเกือบ 75% มักมีอาการตอนกลางคืน ทั้งละเมอจนทำร้ายคนข้างๆ นอนไม่หลับ พลิกตัวไม่ได้ เกร็งจนหายใจไม่ออก หรือถึงขั้นกรน จนหยุดหายใจ หากไม่มีผู้ดูแลอาจถึงตาย แนะสังเกตอาการทุก 2 ชั่วโมง เผยวัยหนุ่มสาวป่วยมากขึ้น แต่ไม่มีอาการสั่นทำให้วินิจฉัยโรคช้า เสี่ยงอาการรุนแรง ชี้ออกกำลังกายช่วยป้องกันได้

โรคพาร์กินสันหรือสั่นสันนิบาตจะพบมากในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 ราย แต่ปัจจุบันพบว่ามีคนทั่วไปอายุ 21-40 ปี ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันด้วย สาเหตุเกิดจากภาวะสมองเสื่อมบริเวณก้านสมองในส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเคลื่อนไหวช้า ซึ่งเป็นอาการหลักของผู้ป่วย แต่กลับสังเกตได้ยากที่สุด ส่วนอาการสั่นที่คนทั่วไปเข้าใจนั้น ไม่ใช่อาการที่พบในผู้ป่วยทุกราย

“อย่างผู้ป่วยที่อายุน้อยๆ 20-30 ปีมักไม่ค่อยมีอาการสั่น แต่จะมีอาการไหลติดกล้ามเนื้อเกร็ง เนื่องจากเคลื่อนไหวไม่ได้ ก็มักจะไปหาหมอกระดูก เอ็น ข้อ เพราะคิดว่าเป็นเหน็บชา แต่ความจริงแล้วมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคพาร์กินสัน ทำให้การวินิจฉัยเป็นไปได้ช้า ตรงนี้จะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้นตามระยะเวลา

สำหรับวิธีสังเกตอาการโรคพาร์กินสัน นอกจากเคลื่อนไหวช้า และมีอาการสั่นแล้ว อาการเริ่มแรกคือจะเป็นเพียงข้างเดียว หากมีอาการสั่นเมื่อเวลาจับสิ่งของอาการสั่นจะน้อยลง แต่อยู่เฉยๆ จะสั่นมากขึ้น รวมไปถึงมีอาการจิกเกร็ง การตอบสนองต่างๆ ช้าลง หากมาพบแพทย์ไว ก็จะช่วยให้ควบคุมอาการของโรคพาร์กินสันได้ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวออกไปได้กว่า 30 ปี จากเดิมที่เคยคิดว่าอยู่ได้อีกเพียงประมาณ 5 ปีเท่านั้น และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของโรคได้ เช่น การล้ม การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ เนื่องจากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะสูญเสียจังหวะการเดิน ทำให้บางรายเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุล้มจนเสียชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคพาร์กินสัน คืออายุที่เพิ่มมากขึ้น การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการถูกกระแทกที่ศีรษะอย่างรุนแรง ที่สำคัญพบว่า 20% ของผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันจากกรรมพันธุ์ ทั้งนี้การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันได้

เนื่องจากมีข้อมูลว่าผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ที่มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จะมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันน้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ดังนั้น หากไม่อยากเป็นโรคเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ก็ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกาย เหมือนกับไม่อยากเป็นโรคเกี่ยวกับความจำเสื่อมอย่างอัลไซเมอร์ก็ต้องฝึกบริหารสมองอยู่เป็นประจำ

นอกจากนี้ ยังมีอาการที่มีลักษณะคล้ายโรคพาร์กินสันด้วย ซึ่งเกิดจากการรับประทานยาบางประเภท เช่น ยาซินนาริซีน (cinnarizine) ยาฟลูนาริซีน (flunarizine) ซึ่งเป็นยารักษาอาการมึนศีรษะ ยาเมโทคลอพราไมด์ (metoclopramide) หรือยาลดอาการคลื่นไส้ รวมไปถึงยาฮาโลเปอริดอล (haloperidol) ซึ่งเป็นยารักษากลุ่มโรคทางจิตเวช โดยอาการคล้ายโรคพาร์กินสันสามารถรักษาให้หายได้ขอเพียงหยุดรับประทานยาดังกล่าว

ดังนั้น ผู้ที่เกิดอาการพาร์กินสันตอนกลางคืนต้องมีคนคอยดูแลตลอด 2 ชั่วโมง เพื่อช่วยพลิกตัวให้กับผู้ป่วยและคอยให้ยาลดอาการเกร็ง เนื่องจากบางครั้งระดับยาในร่างกายผู้ป่วยจะลดลงตอนกลางคืน จนส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเกร็ง หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ผู้ป่วยเกร็ง หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ควรสังเกตและบันทึกอาการของผู้ป่วยตอนกลางคืนด้วย เพื่อให้แพทย์สามารถช่วยควบคุมและแนะนำวิธีการดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันตอนกลางคืนได้อย่างถูกต้อง

ขอบคุณ สสส.